ปานปรีย์ พหิทธานุกร
From Thailand Political Base
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เคยเป็นที่ปรึกษา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เกิดวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2500 สมรสกับนางปวีณา พหิทธานุกร
Contents |
ประวัติการศึกษา
- มัธยมปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท Master in Public Administration, University of Southern California
- ปริญญาเอก Ph.D. Government, Public Administration, Claremont Graduate University
ประสบการณ์การทำงาน
- ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) 2551
- ผู้แทนการค้าไทย 2548 - 2549
- ประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุนและการค้าภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี 2548 - 2549
- ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า 2548 - 2549
- ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม 2548
- ประธานกรรมการอำนวยการโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น 2548
- หัวหน้าคณะเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีรายประเทศ (ประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศ BIMST-EC) 2547 – 2548
- ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ 2546 – 2548
- รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา 2546
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 2545 - 2546
มุมมองด้านเศรษฐกิจ
คำกล่าวในงานสัมมนา “เหลียวหลังแลหน้า จับชีพจรเศรษฐกิจไทย” โรงแรมพรพิงค์ทาวเวอร์ จ.เชียงใหม่ 10 ก.ค. 2552 [1]
- ด้าน ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในส่วนของ OTOP และ SMEs นั้นถือเป็นรายกลางและรายเล็กที่อยู่ปลายทางนั้นไม่ได้รับการเหลียวแลจาก รัฐบาล จากสถิติ OTOP ที่เป็นกลุ่มดาวรุ่งนั้นเดิมมีอยู่ถึง 7,300 รายที่ประสบความสำเร็จ บางส่วนมีการส่งออกไปต่างประเทศและยอดจำหน่ายระหว่างปี 2544-2547 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันนั้นน่าจะมีถึงแสนกว่าล้าน แต่รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญเพราะเห็นเพียงว่าเป็นนโยบายฝ่ายตรงข้าม จึงขอวอนให้รัฐบาลเข้ามาส่งเสริม
- สำหรับตัวเลขของหน่วยงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้นั้นติดลบถึง 19% นำเข้าติดลบ 24% แล้วปี 2553 จะเป็นบวกได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าต้นปีธุรกิจ SMEs ปิดตัวลงประมาณเดือนละ 3,000 ราย ไตรมาสที่ 3 ปิดตัวลงเพิ่มเป็น 5,000 ราย และปัจจุบันตัวเลขจดทะเบียนนิติบุคคลก็ลดลงตามลำดับ
- “รัฐบาลนี้ปรับลดงบฯ ส่งเสริม OTOP และ SMEs ทั้งในส่วนของงบฯเพิ่มเติมปี 52 งบประมาณปี 53 และโครงการไทยเข้มแข็งระยะที่ 1 จากงบประมาณ 2 ล้านล้านบาทกลับนำมาช่วย SMEs และ OTOP เพียง 582 ล้านบาทซึ่งคือเป็นเงิน 0.02 % ที่กู้มาให้คนไทยเป็นหนี้เท่านั้น ธนาคาร SMEs ได้รับการเพิ่มทุน 5,000 ล้านบาทแต่เวลาไปขอกู้แสนยากลำบาก จึงอดคิดไม่ได้ที่จะคิดว่านำไปอุ้มรายใหญ่มากกว่า”ดร.ปานปรีย์กล่าว
