มนูญ รูปขจร

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
Manoonkrit.jpg

พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร ก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า มนูญ รูปขจร จัดเป็นนายทหารในกลุ่ม จปร.7 หรือกลุ่มยังเติร์ก

ชื่อของ “พ.อ.มนูญ รูปขจร” ขจรขจายเมื่อก้าวขึ้นเป็นผบ.ม.พัน 4 รอ.ในปี 2516

แต่นับจากวันที่เขาคืนสู่อ้อมอกกองพันทหารม้ายานเกราะย่านเกียกกายนี้ครั้ง แรกเมื่อปี 2509 ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดอาวุโส หลังจากไปเรียนผู้บังคับกองร้อยที่สระบุรี สอบได้ที่ 1 และได้ทุนไปเรียนต่อที่ฟอร์ตนอกซ์ สหรัฐอเมริกา นั่นก็นับเป็นปีที่ 1 ที่ชักนำชะตาชีวิตให้โคจรมาพบกันนายทหารยศพันโทที่ไต่เต้าจากสิบโทแล้ว บากบั่นเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยจปร.หลักสูตรนายร้อยสำรองรุ่นสุดท้าย (รุ่น 9) นาม....

สนั่น ขจรประศาสน์

เขาเป็นนายทหารคนสนิทของพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบกผู้นำการรัฐประหาร 26 มีนาคม 2520 ที่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฏ และถูกประหารชีวิต

เขาเป็นคนดูแลคอกม้าให้พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ทั้งที่ม.พัน 4 รอ. และที่นครชัยศรี และได้เริ่มเข้าเป็นกรรมการราชตฤณมัยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนามม้านางเลิ้ง) ด้วย

พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริในช่วงปี 2518 -2519 มีสังคมกว้างขวาง รู้จักนักธุรกิจ นักการเมือง ทำให้นายทหารคนสนิทพลอยรู้จักคนมากไปด้วย รวมทั้งสื่อมวลชน โดยเฉพาะบางกลุ่มที่ชอบเล่นม้า หรือที่ได้รับเชิญเป็นกรรมการแข่งม้า

แต่แม้จะอยู่ที่ม.พัน 4 รอ.ด้วยกัน แต่ในยุคนั้นมนูญ รูปขจรกับสนั่น ขจรประศาสน์อยู่คนละขั้วอำนาจ

การได้โปรโมทเป็นผู้บังคับกองพันทหารยานเกราะที่สำคัญที่สุด ณ ปี 2516 นั้นหมายความว่ามนูญ รูปขจรเป็น "เด็กปั้น" ของพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา อดีตผู้บัญชาการทหารบกที่ทำรัฐประหารเงียบจอมพลถนอม กิตติขจร – จอมพลประภาส จารุเสถียรในห้วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนจะถึงอสัญกรรมเพราะกินข้าวเหนียวมะม่วงช่วงต้นปี 2519

ยุคนั้นเพื่อนร่วมรุ่นจปร. 7 ส่วนใหญ่จะเลือกยืนอยู่กับพล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพล.อ.เทพ กรานเลิศ ผู้คุมกำลังสำคัญในการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นการดับอนาคตพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริที่เลือกยืนอยู่ขั้วกลุ่มราชครูโดยสิ้นเชิง

ในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2520 สนั่น ขจรประศาสน์จึงไม่อาจชวน “เพื่อนสนิท” อย่างมนูญ รูปขจรเข้าร่วม

มิหนำซ้ำ – โดยวิถีแห่งอำนาจแล้วมนูญ รูปขจรกลับเป็นฝ่ายปราบกบฏด้วย !

ความปราชัยครั้งนั้น พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริถูกถอดยศ และถูกคำสั่งตามมาตรา 21 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาจักร พ.ศ. 2520 ให้ประหารชีวิต

สาเหตุที่ต้องอาญาแรงไม่มีลดหย่อนขนาดนั้นก็เพราะในช่วงเช้าวันรัฐประหาร กองกำลังคณะรัฐประหารไม่ได้มีมากนัก หวังไปยึดกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อใช้ทหารที่นั่น ซึ่งก็จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บัญชาการกองพล แต่ปรากฎว่าผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ในขณะนั้นคือพล.ต.อรุณ ทวาทสินไม่ยินยอม ขัดขืน จึงถูกพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริยิงจนเสียชีวิต

สนั่น ขจรประศาสน์ถูกอัดเสียน่วมหลังถูกหลอกจับบนเครื่องบิน เขาถูกมาตรา 21 สั่งจำคุก ก่อนจะได้รับนิรโทษกรรมในอีก 8 เดือนต่อมา

มนูญ รูปขจร และเพื่อนจปร. 7 ที่มีบทบาทเหนือรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ที่ขึ้นมาปกครองประเทศหลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 เป็นผู้ผลักดันให้มีการนิรโทษกรรม

หลังได้รับการปล่อยตัว นายทหารชุดกบฏ 26 มีนาคม 2520 ได้กลับเข้ารับราชการหมด

ยกเว้นสนั่น ขจรประศาสน์ที่กลับไปทำธุรกิจส่วนตัวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้พักหนึ่ง และตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเล่นการเมืองตามคำเชิญชวนของวีระ มุสิกพงศ์ เพื่อนกบฏร่วมรุ่น ทั้งสองหันมาทำหนังสือพิมพ์ “ชาวไทย” ร่วมกัน โดยตัวเขาเป็นคอลัมนิสต์หน้า 4 นาม "ขุนขจร" ด้วย

“ชาวไทย” ยุคนั้นลงทุนโดยสมพจน์ ปิยะอุย กบฏร่วมรุ่นเช่นกัน

เมื่อวีระ มุสิกพงศ์ไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนั่น ขจรประศาสน์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแทน

ช่วงนี้เป็นข้อต่อการฟื้นสัมพันธ์กับจปร.7 ซึ่งเริ่มเป็นผู้บังคับการกองกำลังในกรุงเทพฯ

ความสัมพันธ์กับมนูญ รูปขจรสานต่อให้แนบแน่นขึ้นจากตรงนั้น

อารมณ์ร่วมของ “นักรัฐประหาร” เกิดขึ้น สนั่น ขจรประศาสน์พลาดจากการเลือกตั้งปี 2522 จึงอยู่นอกวงการเมืองระบบรัฐสภา ขณะที่มนูญ รูปขจรและเพื่อนจปร. 7 และรุ่นอื่น ๆ ในนามกลุ่มยังเติร์กกำลังห้าว ความคิดแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างเบ็ดเสร็จก่อตัวเกิดขึ้น

จนกระทั่งตัดสินใจก่อรัฐประหาร 1 – 3 เมษายน 2524

มนูญ รูปขจรเป็นกบฏ หนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา สนั่น ขจรประศาสน์ยังเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ “ชาวไทย” ให้เพื่อนรักเปิดเผยความคับแค้นใจต่อความล้มเหลวครั้งนั้นในชื่อ "บันทึกของผู้แพ้" เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว เพราะเป็น Exclusive จริง ๆ

สถานการณ์การเมืองช่วงปี 2525 – 2526 นั้นเข้มข้นมาก ความแค้นของมนูญ รูปขจรและอดีตกบฎ 1 – 3 เมษายน 2524 ก่อให้เกิดมิติใหม่ทางการเมืองหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับบางกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ กำลังล่มสลายจากในป่า หรือคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ (อ่าน ข้อกล่าวหาเรื่องการลอบสังหารของกลุ่มยังเติร์ก)

มนูญ รูปขจรต้องเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง

เขากลับจากต่างประเทศมาก่อรัฐประหาร 9 กันยายน 2528 พ่ายแพ้อีกครั้ง

และถูกถอดยศจาก "พันเอก" มาเป็น "นาย" เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2528

สนั่น ขจรประศาสน์เริ่มประสบความสำเร็จทางการเมือง ด้วยการเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์หลังกลุ่ม 10 มกราแยกตัวออกมาเมื่อปี 2531 พัลลภ ปิ่นมณีเป็นจปร. 7 ที่เข้ามายืนกับสนั่น ขจรประศาสน์ และต่อเชื่อมสายสัมพันธ์ไปยังมนูญ รูปขจร

มนูญ รูปขจรกลับมาเมืองไทยและสามารถคลี่คลายคดีความทั้งหมดได้

ส่วนหนึ่งเพราะความช่วยเหลือของสนั่น ขจรประศาสน์

อีกส่วนหนึ่งเพราะพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผ่านทางสายสัมพันธ์กับไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่รู้จักมักคุ้นกับมนูญ รูปขจรสมัยไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในห้วงปี 2523 โน้น

แต่ส่วนที่จะลืมไม่ได้ก็เพราะพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธช่วยเจรจากับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ให้

ทั้งหมดนี้ เพื่อนร่วมขบวนยังเติร์กที่ได้กลับเข้ารับราชการก่อน และมีบทบาทช่วยทำงานสำคัญ ๆ ให้ผู้ใหญ่หลายคน ล้วนช่วยกันผลักดันกันหลากรูปหลายแบบ เพื่อให้เพื่อนร่วมชะตากรรมทุกคนได้กลับมามีชีวิตที่ดี

ผมได้ยินมาว่า พล.อ.สุรพล ชินะจิตร เป็นหนึ่งในเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานด้านนี้หนักมาก และไม่เคยอวดอ้างกับใคร

เรียกว่า “ปิดทองหลังพระ” อย่างแท้จริง !

มนูญ รูปขจรได้รับการคืนยศทางทหารให้เป็น "พลตรี" ประจำฝ่ายเสนาธิการ กระทรวงกลาโหม

เขาเลือกยืนอยู่กับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

และก็พลาดอีก เมื่อถูกนายทหารจปร. 5 ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธุ์ 2534

เขาต้องหนีไปต่างประเทศอีกครั้ง

การหนีครั้งนี้ผมได้ยินมาว่าได้รับความช่วยเหลือจากพ.อ.สาคร กิจวิริยะ นายทหารร่วมรุ่นจปร. 7 ที่เป็นส.ส.ตราดพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มสนั่น ขจรประศาสน์

การรื้อฟื้นคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญห้วงปี 2525 - 2526 - 2527 เป็นชนักติดหลังทำให้มนูญ รูปขจรไม่สามารถกลับเข้าประเทศ กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่เดือนพฤษภาคม 2535 เขาจึงกลับเมืองไทยได้ และประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามนั้น

แต่ก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ด้านคดีความจากสนั่น ขจรประศาสน์ที่หลังการเลือกตั้ง 2535/1 เป็นแกนนำสำคัญของรัฐบาล เป็นผู้จัดการรัฐบาล และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2537

ครั้งนี้ มนูญ รูปขจรในนามใหม่ “มนูญกฤต รูปขจร” ยืนอยู่ข้างเพื่อนรักเต็มตัว

ทั้งกาย และใจ !

เรื่องขอยศนั้น มนูญกฤต รูปขจรอ้างว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้กระทำผิดในอดีต เมื่อนิรโทษกรรมแล้ว ก็ควรจะคืนโอกาสที่เขาควรจะได้พลเอกแน่ ๆ ถ้ารับราชการการมาต่อเนื่องให้กับเขาด้วย พูดง่าย ๆ ว่าเป็นเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรี มากกว่าเรื่องตัวยศ

ก็สุดแท้แต่มุมมองของแต่ละคนจะตัดสิน

ชีวิตของพล.ต.มนูญกฤต รูปขจรมาถึงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ณ วันนี้ได้ ผมถือว่ากำไรแล้ว เขามาไกลเกินกว่าใครจะคาดคิดได้สำหรับนายทหารที่รัฐประหารล้มเหลว 2 ครั้งซ้อน และถูกรัฐประหารอีก 1 ครั้ง

กับอายุใกล้จะถึงเลข 7 ผมหวังว่าเขาจะ “นิ่ง” กว่านี้

ยึดติดใน “สมมติ” ให้น้อยกว่านี้

อิทธิพลทางความคิดจากเพื่อนรักอย่างพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ย่อมจะมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ปัญหาก็คงอยู่ที่ว่าพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์เริ่มคิดที่จะ “วาง” แล้วหรือยัง ?

หรือว่าทั้งคู่ ยังประสงค์จะก่อบทบาทเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ??

Contents

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อ : พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร (เปลี่ยนชื่อจาก มนูญ รูปขจร)
  • วันเดือนปีเกิด : วันที่ 15 ธันวาคม 2478
  • ที่อยู่ : 106/5 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
  • โทร. : 512-5252
  • โทรสาร. : 512-2552

ประวัติการศึกษา

  • วิทยาศาสตรบัณฑิต (ทบ.) (รร.นายร้อย จปร.)
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ม.เกษตรศาสตร์)

ประสบการณ์

  • สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 2519
  • สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2520
  • สมาชิกวุฒิสภา 2522

ข้อมูลอ้างอิง