อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เกิด 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ที่ เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ) หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร 6 สมัย อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สนง. คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , สนง. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน , สนง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการ และ สนง. คณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายอภิสิทธิ์ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกหน้าตาดี ได้รับสมญานาม จากสื่อมวลชนว่า "หล่อใหญ่" ซึ่งตั้งให้เข้าชุดกัน กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่คนอื่นๆ เช่น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับสมญานามว่า "หล่อเล็ก" และ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของสมญานาม "หล่อโย่ง" เป็นต้น

ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอแนะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นำ ครม.ลาออกทั้งคณะ แล้วกราบบังคมทูลขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อแก้ปัญหาทางตันทางการเมือง ภายหลังจาก นักวิชาการ นักการเมืองและประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันลงนามทูลเกล้าฯ ถวาย ฎีกาขอนายกรัฐมตรีพระราชทาน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยอาศัยความตาม มาตรา 7 (ม.7) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งต่อมาได้มี พระราชดำรัสในเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ว่าการขอนายกพระราชทาน ไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้จำสับสนว่า นายอภิสิทธิ์ร่วมลงนามถวายฎีกา ในความเป็นจริงนายอภิสิทธิ์ เพียงยื่นข้อเสนอ ให้รักษาการนายกฯ นำ ครม.ลาออก ไม่ได้ร่วมลงนามถวายฎีกาแต่อย่างใด ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ ได้รับการรับรองจาก ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ว่าสามารถดำเนินการได้จริง และถูกต้องตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญทุกประการ อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ที่มีชื่อเล่นว่า "มาร์ค" ถูกกลุ่มการเมืองฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งฉายาให้ว่า "มาร์ค ม.7"

ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศ จับมือทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน ปฏิเสธการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการจัดเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักการที่ควร เป็นผลให้ พรรคไทยรักไทยต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวในหลายเขต ในที่สุดนำมาซึ่งการฟ้องร้องดำเนินคดี ทุจริตในการเลือกตั้งและต่อมามีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ "คดียุบพรรค"

ช่วงปี พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ถูกอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยโจมตีทางการเมืองว่าหนีทหาร ดู (ข้อโจมตีอภิสิทธิ์หนีทหาร)[1] ซึ่งในอีกทางหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ได้รับพระราชทานยศร้อยตรี มีสิทธิใช้คำนำหน้านามว่า ร้อยตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือในตัวย่อ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากเคยรับราชการเป็นอาจารย์ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อยู่ประมาณ 2 ปี ซึ่งต้องผ่านหลักสูตรการฝึกทหาร 6 เดือน และนายอภิสิทธิ์ยังเคยได้รับรางวัล นายทหารดีเด่น อีกด้วย[2]

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ประกาศเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรี คนใหม่ของไทย โดยชูนโยบาย วาระประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่ คือ (1) การพัฒนาคน (2) กอบกู้เศรษฐกิจ (3) ใต้สันติ และ (4) ฟื้นฟูประชาธิปไตย

Contents

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

มื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2551 โดยระเบียบวาระสำคัญ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจาก คดียุบพรรคการเมือง โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ และนายเสนาะ เทียนทอง เสนอชื่อพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก

โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าประชุมจำนวนทั้งสิ้น 435 คน จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคการเมือง 437 คน โดยแบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย(พรรคพลังประชาชนเดิม) 212 คน พรรคชาติไทยพัฒนา (พรรคชาติไทยเดิม) 15 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 21 คน พรรคภูมิใจไทย (พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม) 11 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน พรรคประชาราช 5 และพรรคประชาธิปัตย์ 164 คน (นายสมบัติ สิทธิกรวงศ์ ส.ส.นนทบุรี เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ เสียชีวิต[3], นพ.ไกร ดาบธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ไม่ได้ลงชื่อเข้าประชุม)

ต่อมา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านรายนามสมาชิกเรียงตามหมายเลขประจำตัวเพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์มีคะแนนเสียงสนับสนุน 235 เสียง ขณะที่พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก มีเสียงสนับสนุน 198 เสียง

จำนวนที่เข้าร่วมลงมติ จาก 63 ครั้ง นายอภิสิทธ์มาลงมติจำนวน 38 ครั้ง คิดเป็น 60.31 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลส่วนตัว

ประวัติ

นายอภิสิทธิ์ มีชื่อเล่นว่า "มาร์ค" เกิดวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ที่ เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ บุตรชายคนเดียว ในจำนวนบุตร 3 คน ของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กับ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ มีพี่สาว คือ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตเวชเด็ก และ น.ส.งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของงานเขียน "ความสุขของกะทิ" รางวัลซีไรท์ ประจำปี พ.ศ. 2549

เมื่อ ด.ช.อภิสิทธิ์ มีอายุไม่ถึงหนึ่งปี ครอบครัวเวชชาชีวะได้เดินทางกลับประเทศไทย ด.ช.อภิสิทธิ์ ได้เข้าเรียนระดับอนุบาลที่ โรงเรียนอนุบาลยุคลธร และระดับประถมที่ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นได้ย้ายกลับประเทศอังกฤษเพื่อเข้าเรียนที่ โรงเรียนสเกทคลิฟ และเรียนต่อที่ โรงเรียนมัธยมอีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำเอกชน ระดับเตรียมอุดมศึกษา ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของ กรุงลอนดอน และได้เข้าศึกษาต่อในระดับ ปริญญาตรีสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด สำเร็จการศึกษาด้วยเวลาเพียง 3 ปี และได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง [5] ซึ่งนับเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขานี้ จากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด[6]

สาขาวิชา "ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์" (Philosophy, Politics and Economics,P.P.E.) ที่นายอภิสิทธิ์เลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เป็นสาขาวิชาสำหรับนักการเมือง ที่ นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคยสำเร็จการศึกษา

หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการ เป็นอาจารย์ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงก จังหวัดนครนายก เป็นเวลา เกือบ 2 ปี และได้รับพระราชทานยศร้อยตรี ก่อนจะลาออกจากราชการกลับไปศึกษาต่อ ระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด อีกครั้ง เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้วได้กลับมาเป็น อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นยังได้ศึกษาเพิ่มเติม จนสำเร็จปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกด้วย

ต้นปี พ.ศ. 2549 นายอภิสิทธิ์ได้รับปริญญา นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จากการใช้ความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้บางครั้งสื่อมวลชนเรียก นายอภิสิทธิ์ ตามศักดิ์และสิทธิ์ แห่งวุฒิกิตติมศักดิ์นี้ว่า "ดร.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

การรับราชการทหาร

ช่วงปี 2550 นายอภิสิทธิ์ถูกโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าหนีทหารโดยไม่ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ที่เขตพระโขนง[1] แต่ความจริงนายอภิสิทธิ์ มียศทางทหาร โดยเป็นทหารบกยศร้อยตรี มีสิทธิใช้คำนำหน้านามว่า ร้อยตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือในตัวย่อ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากเคยรับราชการ เป็นอาจารย์สอนที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงก ซึ่งต้องผ่านหลักสูตรการฝึกทหารก่อน 6 เดือน และยังเคยได้รับรางวัลนายทหารดีเด่นด้วย อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ไม่เคยใช้คำนำหน้านามนี้เลย[2]


ประวัติการทำงาน

การดำรงตำแหน่งทางการเมือง

[[ภาพ:300707 stw04.jpg|frame|นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หน้าอาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรค]]

นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นชีวิตการเมืองด้วยการเป็น อาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ นายพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ให้กับ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี ซึ่งนับว่าเป็น ส.ส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และเป็น ส.ส. เพียงคนเดียวของ พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส "มหาจำลองฟีเวอร์" กับการเป็นนักการเมือง "หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

สามารถลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ได้ดังนี้

  • พ.ศ. 2535
    • ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 (สาธร ยานนาวา บางคอแหลม) 2 สมัย (2535/1 และ 2535/2)
    • ได้รับการแต่งตั้งเป็น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2535-2537)
  • พ.ศ. 2537 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกฯ ศุภชัย พานิชภักดิ์)
  • พ.ศ. 2538 ส.ส. เขต 5 (ดินแดน ห้วยขวาง พระโขนง คลองตัน)
    • ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร (พ.ศ. 2538-2539)
    • โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2538-2540)
  • พ.ศ. 2539 ส.ส. เขต 5 (ดินแดน ห้วยขวาง พระโขนง คลองตัน)
  • พ.ศ. 2540 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกฯ ชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540-2544)
    • กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    • กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
    • กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
    • กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • พ.ศ. 2541 ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
  • พ.ศ. 2542 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2542-2548)
  • พ.ศ. 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2544-2548)
  • พ.ศ. 2548 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2548-2549)
    • ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน)
    • ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (28 เมษายน พ.ศ. 2548)

ผลงานทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีผลงานทางการเมืองที่สำคัญคือการจัดทำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542[7] ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับแรกของไทย ที่ดำเนินการจัดทำจนสำเร็จในช่วงเวลาที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่ง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[8] ที่กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อมอบสิทธิแก่เยาวชนไทย ในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 43 โดยนายอภิสิทธิ์มีบทบาทดูแล ทั้งด้านนโยบาย หลักการและรายละเอียด รวมทั้งผลักดัน ให้ผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ของสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา และได้ดูแลจนกระทั่ง พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรอง และประเมินคุณภาพการศึกษา ประกาศใช้

ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต อดีตกรรมการการศึกษาแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ และ ประธานกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยให้ความเห็นไว้ว่า นายอภิสิทธิ์เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และการปฏิรูปการศึกษาของไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังมีผลงานผลักดันกฎหมายและแนวคิดต่างๆ จำนวนมาก[2] อาทิเช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมายกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน การผลักดันให้มี วิทยุชุมชนในท้องถิ่น การผลักดัน ให้มีองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ เช่น ปปช. , ศาลปกครอง และ กกต. การเสนอมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลการทุจริตของ หน่วยงานรัฐ หรือนักการเมือง การเสนอกฎหมายให้การฮั้วประมูลเป็นความผิดทางอาญา การเสนอกฎหมายองค์การมหาชน เพื่อให้การให้บริการของรัฐ มีความสะดวกคล่องตัว และการผลักดันแนวคิดเรื่องการสรรหาผู้บริหารระดับสูงในองค์กรภาครัฐ ด้วยระบบสัญญาจ้าง เพื่อให้สามารถสรรหาผู้บริหารระดับสูงที่มีคุณภาพ ทำงานอย่างอิสระ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

จากผลงานการใช้ความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองดังกล่าว ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้รับ ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2549

การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรี คนใหม่ด้วยวัย 43 ปีที่ผ่านชีวิตทางการเมืองมาแล้ว 15 ปี นำพรรคประชาธิปัตย์แป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยชูนโยบาย "วาระประชาชน" ที่ว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่ คือ 1.) การพัฒนาคน[9] 2.) กอบกู้เศรษฐกิจ[10] 3.) ใต้สันติ [11] และ 4.) ฟื้นฟูประชาธิปไตย[12]

ต่อมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศ "แผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง" [13] ณ ท่าพระจันทร์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าสามารถทำได้จริง ด้วยงบประมาณแผ่นดินปกติและไม่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด คือ

  • "นักเรียนทุกคนต้องได้เรียนฟรี" อุปกรณ์การเรียน ตำราเรียน เครื่องแบบฟรี โรงเรียนต้องไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายแอบแฝง เริ่มทันที พฤษภาคม 2551
  • จัดตั้ง "กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชนบท มีเงินทุนประเดิมตำบลละ 1-2 ล้านบาท
  • จัดตั้ง "องค์กรแก้ปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้" โดยมีกฎหมายรองรับ ที่จะทำให้การผลักดันวาระประชาชนว่าด้วย "ใต้สันติ" เกิดขึ้นได้จริง
  • "ลดภาระค่าไฟฟ้า" เพิ่มสิทธิการใช้ไฟฟ้าฟรีจาก 5 หน่วยแรก เป็น 15 หน่วยแรก สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนทั่วประเทศ
  • "ลดภาระค่าน้ำมัน" ทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จากน้ำมันดีเซลทุกประเภทและน้ำมันแก๊สโซฮอลล์

ผลงานหนังสือ

อภิสิทธิ์มีงานหนังสือทั้งที่เขียนเองและให้สัมภาษณ์ เพื่อแนะนำตัวเองและนำเสนอแนวคิดต่อสาธารณะ เช่น

  • ๒ ปี กับรัฐมนตรี...อภิสิทธิ์ (พ.ศ. 2543)
  • คือความคิด คือชีวิต คือ...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ. 2547)
  • มาร์ค เขาชื่อ...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ. 2548 , ISBN/ISSN : 9789749335819)
  • การเมืองไทยหลังรัฐประหาร (พ.ศ. 2549)
  • เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ถูกฉีก (พ.ศ. 2550)
  • ร้อยฝัน วันฟ้าใหม่ (พ.ศ. 2550)
  • ใครว่าผม " อภิสิทธิ์ " ?... (พ.ศ. 2550)

เกียรติยศ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • พ.ศ. 2535 : ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.)
  • พ.ศ. 2536 : ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
  • พ.ศ. 2538 : ประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.)
  • พ.ศ. 2540 : ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
  • พ.ศ. 2541 : มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
  • พ.ศ. 2542 : มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

การได้รับการจัดอันดับในระดับนานาชาติ

  • พ.ศ. 2535 : 1 ใน 100 ผู้นำสำหรับโลกวันพรุ่งนี้, โดย World Economic Forum (องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองของโลก)
  • พ.ศ. 2540 : 1 ใน 6 นักการเมืองที่เป็นความหวังของเอเซีย, โดย นิตยสารไทม์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2540, “เสียงใหม่ๆ เพื่อเอเซียใหม่”
  • พ.ศ. 2542 : 1 ใน 20 ผู้นำสำหรับสหัสวรรษ ด้านการเมือง, โดย นิตยสารเอเซียวีค 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

ชีวิตครอบครัว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมรสกับ ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ อาจารย์ประจำ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บุตรีของ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย นักวิชาการด้านการเมืองการปกครอง และ ประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย (สุวรรณศร) อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย) มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คนคือ น.ส.ปราง เวชชาชีวะ (มะปราง) และ ด.ช.ปัณณสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปัณ)

อภิสิทธิ์เติบโตมาในครอบครัวแพทย์ และเคยคิดอยากเป็นหมอเหมือนครอบครัวมาก่อน กระทั่งได้เห็นการชุมนุม ของประชาชนเรือนแสน ในเหตุการณ์ 14 ตุลา และเห็นการทำงานอภิปรายใน สภาผู้แทนราษฎร ของ นายชวน หลีกภัย เป็นแรงกระตุ้นให้หันมาสนใจการเมือง Template:ต้องการอ้างอิงตรงนี้ จนต่อมาตัดสินใจเลือกเรียน ในสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics, P.P.E.)

ชีวิตของ ดช.มาร์ค เปลี่ยนไปเมื่อเรียนจบชั้น ป.6 และถูกส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนสเคทลิฟ ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุผลของผู้เป็นบิดาว่ายิ่งไปเรียนเร็ว โอกาสในการปรับตัวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็ยิ่งมีสูง หลังจากนั้น ดช.มาร์คต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี กว่าจะปรับตัวได้ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และการเรียน ก่อนจะได้เป็น นักเรียนทุน ที่โรงเรียนมัธยมอีตัน และสามารถเข้าศึกษาต่อ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด และสำเร็จการศึกษาด้วยเวลา เพียง 3 ปี โดยได้รับได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในเวลาต่อมา

แม้จะไปรับการศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่อายุน้อย แต่อภิสิทธิ์ก็ได้รับการเน้นย้ำจากบิดาเสมอว่า "ห้ามลืมภาษาไทย" และ "ต้องมีแฟนเป็นคนไทย" ซึ่งต่อมาเขาได้พบรักกับ "แตง" พิมพ์เพ็ญ ศกุนตาภัย ที่เป็นเพื่อนเก่าสมัยประถมตั้งแต่เรียนสาธิตจุฬาฯ เมื่อตกลงคบหากันแล้ว ทั้งคู่ได้ใช้จดหมายติดต่อกัน ตลอดเวลาหลายปี กระทั่งอภิสิทธิ์สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ กลับมาทำงานเป็นอาจารย์ โรงเรียนนายร้อย จปร. และทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสพระราชทาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ขณะอายุ 24 ปี ก่อนไปใช้ชีวิตร่วมกันที่ประเทศอังกฤษขณะที่อภิสิทธิ์ศึกษาต่อระดับปริญญาโท นอกจากอภิสิทธิ์และภรรยา เคยเป็นเพื่อนนักเรียนสมัยประถมทำให้มีอายุใกล้เคียงกัน ทั้งคู่ยังเกิดเดือนและปีเดียวกันอีกด้วย

อภิสิทธิ์ชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล และมีทีมโปรด คือ นิวคาสเซิล ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอล ของเมืองที่เกิด อภิสิทธิ์ชอบฟังเพลงร็อก ไปจนถึง เฮฟวี่ เมทัล มีวงดนตรีโปรด เช่น R.E.M., U2 และเคยไปดูคอนเสิร์ต OASIS, The Eagles หรือแม้แต่ Pet Shop Boys อภิสิทธิ์ฟังเพลงไทยอยู่บ้าง มีศิลปินไทยที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ เช่น พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และ ฤทธิพร อินสว่าง

ตระกูลเวชชาชีวะ

ตระกูล "เวชชาชีวะ" มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน เดินทางโดยเรือมาขึ้นฝั่งที่ จ.จันทบุรี ต่อมาในรุ่นคุณปู่ได้เข้ามาอาศัยในกรุงเทพฯ คือ "คุณปู่ใหญ่" พระบำราศนราดูร (หลง เวชชาชีวะ) อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 สมัย ใน คณะรัฐมนตรี คณะที่ 29 (10 ก.พ. 2502-8 ธ.ค. 2506) และ คณะรัฐมนตรี คณะที่ 30 (11 ธ.ค. 2506- 11 มี.ค. 2512) และ เป็นผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลบำราศนราดูร จ.นนทบุรี เมื่อ ปี พ.ศ. 2492

สกุล "เวชชาชีวะ" หรือ "Vejjajiva" เป็นนามสกุลพระราชทานสมัย รัชกาลที่ 6 ลำดับที่ 4,881 จากนามสกุลพระราชทานสมัย ร.6 ที่พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 6,423 นามสกุล โดยพระราชทานให้กับ รองอำมาตย์ตรีหลง (หลง เวชชาชีวะ) แพทย์ประจำจังหวัดลพบุรี กับ นายจิ๊นแสง(บิดา) นายเป๋ง (ปู่) และ นายก่อ (ปู่ทวด) เนื่องจากเป็นตระกูลแพทย์จึงมีคำว่า "เวช" อยู่ในนามสกุลด้วย [14]

นายอภิสิทธิ์มีลูกพี่ลูกน้องนามสกุลเดียวกันแต่ทำงานการเมืองคนละกลุ่มคนละพรรคคือ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ทำให้มีผู้ตั้งคำถามสงสัยว่า "นายอภิสิทธิ์กับนายสุรนันท์เป็นอะไรกัน?" ความจริงแล้วนายสุรนันท์เป็นบุตรของ นายนิสสัย เวชชาชีวะ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ บิดานายอภิสิทธิ์ ทำให้นายอภิสิทธิ์และนายสุรนันท์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และนายสุรนันท์มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่นั่นเอง

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 ซัด 'อภิสิทธิ์' หนีทหาร ข่าวจากไทยรัฐ 9 ก.ค. 50
  2. 2.0 2.1 2.2 หนังสือ มาร์ค...เขาชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
  3. สมบัติ สิทธิกรวงศ์ ส.ส.นนทบุรี ปชป. เสียชีวิต
  4. รายการวิทยุสภาท่าพระอาทิตย์ของเครือผู้จัดการได้เปิดเผยเบอร์โทรศัพท์มือถือของนายกฯ ในขณะที่เว็บเฟสบุ๊คก็ได้มีการเปิดเผย เบอร์โทรศัพท์นี้เช่นกัน จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่มีนักศึกษาคนหนึ่งส่ง SMS เข้าไปหานายกฯ และได้รับการโทรกลับ
  5. ชีวประวัติ จากเว็บไซต์ส่วนตัว
  6. เว็บไซต์ส่วนตัว : แนะนำอภิสิทธิ์
  7. ๑ ปี หลัง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ
  8. ๒ ปีกับรัฐมนตรี...อภิสิทธิ์
  9. วาระประชาชน : การพัฒนาคน
  10. วาระประชาชน : กอบกู้เศรษฐกิจ
  11. วาระประชาชน : ใต้สันติ
  12. วาระประชาชน : ฟื้นฟูประชาธิปไตย
  13. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม. ประกาศแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง
  14. นามสกุลพระราชทาน หมวด ว.แหวน

ดูเพิ่ม