อักขราทร จุฬารัตน
From Thailand Political Base
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.อักขราทร จุฬารัตน เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2483 สมรสกับคุณสมจิต จุฬารัตน เมื่อ พ.ศ. 2511 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด
ต้นตระกูลของท่านคือ เจ้าพระยาบวรราชนายก หรือ "เฉกอะหมัด" ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี เป็นสมุหราชนายกในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลูกหลานบางส่วนของท่านเฉก อาหมัด เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลจุฬารัตน ส่วนลูกหลานของท่านที่ยังคงนับถือศาสนาอิสลาม เช่น ตระกูลอหะหมัดจุฬา
Contents |
การศึกษา
- โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
- ปริญญาเอก กฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยโรม ประเทศอิตาลี
- วุฒิบัตรการศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง วิทยาลัยการปกครองระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
- วุฒิบัตรจากสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง กองทัพบก
- วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
การทำงาน
ศ. (พิเศษ) ดร. อักขราทร สอนวิชากฎหมายมหาชนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เคยได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่ พ.ศ. 2543
คณะกรรมการ "มูลนิธิศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์" ได้มีมติมอบรางวัล "นักกฎหมายที่สมควรได้รับการยกย่อง ประจำปี พ.ศ. 2548" ให้แก่ ศ. (พิเศษ) ดร.อักขราทร จุฬารัตน เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2549
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
นายอักขราทร เคยมีชื่อเป็นตัวเก็งของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร [1] แต่ภายหลังได้มีชื่อของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาแข่ง และสุดท้ายแล้วพลเอกสุรยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ในเบื้องต้นคณะปฏิรูปการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข (คปค.) ได้มีการเสนอบุคคลที่ได้รับการยอมรับของสังคมในภาพรวมหลายคน ซึ่งในที่สุดที่ประชุมเห็นพ้องตรงกันที่จะเสนอ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และสามารถบริหารประเทศในระยะสั้น ๆ ได้ ซึ่ง คปค. ได้ติดต่อนายอักขราทรแล้ว เพียงแต่นายอักขราทร ขอเวลาตัดสินใจก่อน นอกจากนี้ คปค. ยังได้หารือ และพิจารณาถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2549 ใหม่ไปพร้อมกันด้วย โดยคาดว่าอาจจะนำชื่อนายกฯ คนใหม่ และโผทหารขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในวันนี้ (22 ก.ย.)
ในเหตุการณ์โฟนอินของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวหานายอักขราทรว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รัฐประหารในครั้งนั้น ร่วมกับพลเอกสุรยุทธ์และข้าราชการ นักวิชาการคนอื่นๆ [2]
พี่น้องครับ นายปราโมทย์ นาครทรรพ ก็อยู่ในที่ประชุม หลังจากนั้นก็มีผู้ที่เข้ามาอยู่ในที่ประชุมอีก 3 คน คนหนึ่งชื่อนายอักขราทร (จุฬารัตน์) ประธานศาลปกครองสูงสุด อีกคนนายจรัล ภักดีธนากุล (อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) อีกคน นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ (อดีตประธานศาลฎีกาและอดีต รมว.ยุติธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี)
คดียุบพรรค
หลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ (ทำหน้าที่แทน ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549) จากตุลาการทั้งหมด 9 คน
ก่อนหน้านี้ 25 เมษายน 2549 "อักขราทร" ได้นำคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่เข้าปฏิญาณตัว และมีพระราชดำรัสให้แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีนัยยะสำคัญ ล่าสุดเมื่อ 24 พฤษภาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการรัฐธรรมนูญ ในการวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองต่อประธานศาลปกครองสูงสุด และคณะตุลาการศาลปกครอง และข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง จำนวน 20 คน ในโอกาสเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวาย"เสื้อครุย" ตุลาการศาลปกครอง เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า "...จะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นการตัดสินที่สำคัญ ในใจมีคำตัดสินอยู่แล้วแต่บอกไม่ได้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินถูกต้องหรือไม่ ต้องวิจารณ์เป็นการส่วนตัว ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตาม ตีความแล้วต้องตีความให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง" [3]
คำพิพากษาส่วนตัวในคดียุบพรรค ของ ศ.(พิเศษ) ดร.อักขราทร ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ผลจากการตัดสินคดีดังกล่าว ทำให้ ศ.ดร.อักขราทร ถูกข่มขู่ โดยมีผู้นำระเบิดวางไว้หน้าบ้าน ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ แต่เหล่าสื่อมวลชนที่นิยมเผด็จการทหารและกลุ่มศักดินต่างกล่าวกันว่าเป็นการแก้แค้นของนายทักษิณ ชินวัตร