แกนม่วง-เหลือง

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search

ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่แหลมคมและรุนแรงขึ้น ทำให้ขบวนนักศึกษามีการปรับโครงสร้างการทำงานเพื่อให้สอดคล้อง โดยจัดตั้งเป็นกลุ่ม “ม่วง-เหลือง”ขึ้น โดยองค์ประกอบมาจากตัวแทนพรรคก้าวหน้าในมหาวิทยาลัยต่างๆที่ขณะนั้นสามารถ กุมการนำองค์การบริการนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพื่อให้การเคลื่อนไหวรับมือของขบวนในแต่ละเรื่องประสานลงไปถึงระดับผู้ ปฏิบัติงานของพรรคและผลักดันการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับเหตุการณ์มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาดำเนินการโดยศูนย์นิสิตฯเพียงส่วนเดียว มักมีปัญหาล่าช้า ขาดความเป็นเอกภาพและความคล่องตัว โดยกลุ่ม “ม่วง”คือผู้ประสานงานระหว่างองค์เคลื่อนไหวและมหาวิทยาลัยต่างๆในวงนอก ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และสามารถกุมกระแสการเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องได้ดี จากนั้นจะส่งต่อผ่านตัวแทนกลุ่ม “ เหลือง”ของตนซึ่งคือเป็นผู้กุมข้อมูลภายในมหาวิทยาลัยได้ดี เพื่อให้เข้ามาประสานในพรรคก้าวหน้าของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งหลักๆในขณะนั้นคือ จุฬาฯ มหิดล ธรรมศาสตร์ รามคำแหง และเกษตรศาสตร์ ดำเนินการขับเคลื่อนการต่อสู้ตามขั้นตอนที่หารือร่วมกัน โดยอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างสูง[1]

ว่ากันว่า ที่มาของคำว่า แกนม่วง-เหลือง เกิดจากสีของชอล์ค ที่ใช้เขียนกระดานและวาดภาพในการแสดงความคิดเห็นในตอนนั้น ทั้งสองเป็นแกนเดียวกัน ไม่ใช่สองแกน -แกนม่วงและแกนเหลือง ม่วงหรือเหลือง เป็นการแบ่งหน้าที่ตามความสามารถและความเหมาะสมของแกนแต่ละคน โครงสร้างนี้เป็นผลสรุปจากการสัมนา เข้าค่ายที่ต่างจังหวัด ของบรรดาผู้นำของพรรคนักศึกษาในยุคนั้น ทำให้ขบวนการนักศึกษาปรับโครงสร้างการนำครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ในการตอบสนองและเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงและแหลมคมขึ้นตามลำดับ

ความสัมพันธ์ของแกนทั้งสองมีลักษณะเสมอภาค ถ้าหากต้องโหวต ก็ใช้หลัก one man one vote แต่การโหวต ใช้น้อยมาก ตรงกันข้าม ถ้าเหลืองไม่เห็นด้วยเรื่องไหน เป็นอันว่า เคลื่อนไม่ได้ เพราะเหลืองเป็นฝ่ายคุมกำลัง[2]

นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในฐานะ เลขาธิการแกนม่วง-เหลือง กล่าวถึงที่มาว่า

“ในอดีตมีการส่งตัวแทนแต่ละพรรคเข้ามาประสานงาน แต่ไม่มีใครรับผิดชอบงานตรงกลาง ขณะที่ศูนย์นิสิตฯก็ทำงานโดยที่ไม่มีตัวคนที่จะต่อให้คิดกับภายในแต่ละ มหาวิทยาลัย มีเลขาฯศูนย์ มีกรรมการศูนย์ฯที่มาจากสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆซึ่งไม่เป็นเอกภาพ ประชุมกันทีก็เปลี่ยนหน้ากันไปที ไม่รู้ใครเป็นใคร ก็เลยต้องจัดตั้งกันใหม่ให้เป็นกลุ่มที่เป็นกำลังของฝ่ายก้าวหน้ารองรับการ ทำงานของ เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เลขาฯศูนย์ในขณะนั้น ที่มาจากจุฬาฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องนำคนจากพรรคที่ก้าวหน้ามารวมกัน แกนม่วงคือประจำอยู่ข้างนอก คอยติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องตลอดเวลา มีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อจัดการเลื่อนไหวให้มีเอกภาพ แกนเหลืองคือตัวแทนที่เข้ามาประสานและรับมติไปถ่ายทอดรวมทั้งปรึกษารับฟัง ข้อเสนอจากกับข้างในมหาวิทยาลัยไปประสานแกนม่วงอีกครั้ง ทำให้การเคลื่อนไหวโดยรวมมีพลัง มีการแบ่งความรับผิดชอบกันชัดเจน เพราะจากกรณีจับ 9 ชาวนาเราเริ่มเห็นปัญหาว่า กลายเป็นใครก็ได้สั่งให้มีการชุมนุมยืดเยื้อแล้วไม่มีคนรับผิดชอบ ไม่มีการประสานงาน “

บทบาทของแกนม่วง-เหลืองมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงกรณีล้อมปราบเพื่อฆ่า โหดนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และแม้ว่าในช่วงเวลานั้นแกนม่วง-เหลืองจะถูกมองว่าถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของ คนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่แทรกตัวเข้ามาช้ำการเลื่อนไหวของขบวนการนกศึกษา แต่ นพ.พรหมินทร์ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น “ยอมรับว่าอิทธิในทางความคิดที่ทำให้เรามีจิตใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่าง มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่อิทธิพลในทางจัดตั้งที่เป็นการชี้นำมาโดยตรงนั้นคิดว่าไม่มี ใครถูกสั่งหรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ผม “

มีการระบุว่า แกนม่วง-เหลืองถูกครอบงำโดย พคท. แต่ได้รับการปฏิเสธจากหมอมิ้ง โดยเพียงแต่บอกว่าได้รับอิทธิพลทางความคิด[3]

"ยอมรับว่าอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีอิทธิพลในทางความคิดที่ทำให้เรามีจิตใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมุ่ง มั่นเด็ดเดี่ยว แต่อิทธิพลในทางจัดตั้งที่เป็นการชี้นำมาโดยตรงนั้น คิดว่าไม่มี.. และแกนในเช่นม่วง-เหลือง ก็ไม่ใช่อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด หากแต่เป็นไปโดยสภาพการประชุมที่ต้องมีการตระเตรียมความคิดจากแกนในเพื่อ ผลักดันสู่แกนวงนอก ผ่านระบบประชาธิปไตยรวมศูนย์.."[4]


ข้อมูลอ้างอิง

  1. คนอายุ 20 ..เขาทำเพื่อชาติอย่างไรบ้าง.... (เมื่อ 30 ปีมาแล้ว. ตอนที่ ๔)
  2. แหล่งข่าวไม่ระบุนาม
  3. คนตุลาตายแล้ว, แคน สาริกา
  4. มิ้ง แม้ว และเหมา