ไอทีวี
From Thailand Political Base
บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV Public Company Limited) เป็นกลุ่มบริษัท ที่ทำธุรกิจ เกี่ยวกับ สื่อโทรทัศน์ โดยรับสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ ระบบ UHF จาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จำนวน 1 ช่องสถานี โดยใช้ชื่อว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี เดิมชื่อ บริษัท สยามอินโฟเทนเมนท์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 โดย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอื่นๆ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ไอทีวี (บริษัทฯ) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ต่อมา บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ และในท้ายที่สุดศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการจนกระทั่งสิ้นสุดสภาพเมื่อมีพระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551
Contents |
จุดเริ่มต้น
แนวคิดการก่อตั้งไอทีวี เกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เนื่องจากในขณะเกิดเหตุการณ์ สื่อโทรทัศน์ จำนวน 5 ช่อง ในขณะนั้น คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 มิได้รายงานข่าวเหตุการณ์นองเลือด ตามความเป็นจริง ประกอบกับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้เปิดดำเนินการสถานีโทรทัศน์เสรี ในระบบยูเอชเอฟ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสได้รับรู้ ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางอย่างแท้จริง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) โดย นายมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล การเปิดสัมปทาน สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ กำหนดเงื่อนไขของสัมปทานไว้ว่า ผู้รับสัมปทานจะต้องมีผู้ถือหุ้น 10 ราย แต่ละรายต้องมีสัดส่วนหุ้นที่เท่ากัน พร้อมกับแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อป้องกันการผูกขาด และมีสัดส่วนเนื้อหา รายการข่าวและสาระ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ รายการบันเทิง ไม่เกินร้อยละ 30
บริษัทผู้เข้าประมูล มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ [1] คือ
- กลุ่มสยามทีวี มีแกนหลักคือ ธนาคารไทยพาณิชย์, กลุ่มสหศินิม่า (มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่), กลุ่มหนังสือพิมพ์เดลินิวส์, กลุ่มบอร์นของนายไตรภพ ลิมปพัทธ์, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ย และหนังสือพิมพ์ตงฮั้ว กลุ่มนี้เสนอผลตอบแทนสูงสุดประมาณปีละ 1000 ล้านบาท ตลอดทั้งอายุสัมปทาน 25 ปี ประมาณ 25000 ล้านบาท
- กลุ่มผู้ผลิตรายการ ประกอบด้วย กลุ่มเนชั่น, กลุ่มแปซิฟิค ของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา โดยมี ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นผู้ควบคุมเนื้อหา, กลุ่มมติชน และกลุ่มสามารถ คอร์ป กลุ่มนี้ได้คะแนนเนื้อหาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เสนอผลตอบแทนตามเกณฑ์ขั้นต่ำประมาณปีละ 500 ล้านบาท
ในปี พ.ศ. 2538 ผลการประมูล สรุปว่า กลุ่มบริษัท สยามทีวีแอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับอนุมัติ ให้เป็นผู้ดำเนินงานบริหารสถานีฯ เป็นเวลา 30 ปี (สิ้นสุดวันที่ 3 กรกฎาคม 2538) ค่าสัมปทาน 25,200 ล้านบาท จากราคากลาง 10,000 ล้านบาท ได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด
ต่อมา ไอเอ็นเอ็น ดอกเบี้ย และตงฮั้วถอนตัวออกไป [2] กลุ่มสยามอินโฟเทนเมนท์ จึงดึงเครือเนชั่น คู่แข่งที่เข้าร่วมประมูลแต่ไม่ได้รับเลือก เข้าร่วมทุนด้วย ดังนั้นจึงมีผู้ร่วมทุนทั้งหมดประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ผ่าน สหศินิมา) เครือเนชั่น กันตนา กรุ๊ป เครือวัฏจักร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ บริษัท ล็อกซเล่ย์ฯ บอร์น และ ไจแอนท์ฯ
โดยตั้งชื่อสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (สถานีฯ) เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 โดยวางนโยบาย ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับ รายการข่าว และสถานการณ์ปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น
ถึงแม้ว่าไอทีวีจะเริ่มเป็นที่ยอมรับจากผู้ชม แต่ผลการดำเนินงานกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไอทีวีต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตลอด ทำให้มีหนี้สินก้อนใหญ่กว่า 4,000 ล้านบาท จนต้องขอเลื่อนจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐ 300 ล้าน บาท จนทำให้ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใหญ่ต้องพยายามกอบกู้สถานการณ์ ด้วยการหาผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาลงทุน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของไอทีวี
ผลจากความพยายามในครั้งนั้น ได้กลายเป็นปมปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างผู้บริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ และกลุ่มเนชั่นที่ไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้จากการคุมฝ่ายข่าว ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์จำเป็นต้องดึงอำนาจเหล่านี้กลับคืน เพื่อทำให้ภาพของไอทีวีไม่ถูกครอบงำจากผู้ถือหุ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กระทั่งสุทธิชัย หยุ่น ต้องเปิดห้องแถลงข่าวเพื่อโจมตีการแทรกแซงการทำงานของธนาคารไทยพาณิชย์ จนเป็นข่าวความขัดแย้งบนหน้าหนังสือพิมพ์พักใหญ่ และต่อมาเนชั่นเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เสนอตัวในการเข้าซื้อหุ้นจากไอทีวี แต่ข้อเสนอของเนชั่นได้รับการปฏิเสธ และอุปสรรคที่สำคัญกว่านั้น อยู่ที่เงื่อนไขของสัญญาสัมปทาน ที่กำหนดให้ไอทีวีจำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 10 ราย และแต่ละรายถือหุ้นเท่าๆ กันไม่เกิน 10% สาเหตุอื่นที่นอกจากเหตุผลที่ระบุไว้ว่า จะเป็นข้อจำกัดในการที่จะนำบริษัทไอทีวีเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่สามารถจำกัดการถือหุ้นได้แล้ว กติกาเช่นนี้จะเป็นปัญหาในเรื่องของเอกภาพในเชิงบริหารงาน ย่อมไม่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใดให้ความสนใจเข้ามาลงทุนแต่หากมีผู้ถือหุ้น ที่กระจัดกระจายเช่นนี้
มติของคณะรัฐมนตรีของชวน หลีกภัย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ที่อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาร่วมการงานของไอทีวี 2 ข้อ คือ การยกเลิกสัญญาสัมปทานข้อ 1.2 ที่กำหนดให้มีผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 10 ราย และแต่ละรายถือไม่เกิน 10% ระบุว่า เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน พ.ศ.2535 และ ข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงเท่ากับเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้โดยตรง
ถัดจากนั้น ในวันที่ 25 เมษายน 2543 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานไอทีวี ตามมติของคณะรัฐมนตรี ในสัญญาข้อ 1.2 และสัญญาในเรื่องของการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน ลงนามโดยผู้บริหารของไอทีวี และธนาคารไทยพาณิชย์ ประกอบด้วยนพพร พงษ์เวช ในฐานะของ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ศรัณย์ทร ชุติมา ผู้จัดการทั่วไป ลงนามร่วมกับ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาสัมปทานไอทีวีในครั้งนั้น ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลของชวน หลีกภัย ยอมให้มี การเลื่อนจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน แต่อยู่ที่การแก้ไขสัญญา ในข้อ 1.2 ในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นที่เปลี่ยนแปลงให้ นิติบุคคลสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 75% [3]
ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้รายใหญ่ ได้เปลี่ยนแปลงประธานกรรมการไอทีวี จากนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นนายประกิต ประทีปะเสน อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ไทยพาณิชย์ และมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาการขาดทุน โดยต้องการอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จ โดยผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะในเรื่องการกระจายผู้ถือหุ้น และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ดึงกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เข้ามาถือหุ้นไอทีวีด้วยวงเงิน 1600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้แปลงหนี้เป็นทุน มีสัดส่วน 55% โดยมอบสิทธิ์การบริหารให้กับชินคอร์ป [4] โดยชินคอร์ปได้เสนอซื้อหุ้นสามัญฯ จากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ด้วย ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ และส่งผู้บริหารเข้ามาบริหารไอทีวี ประกอบด้วย บุญคลี ปลั่งศิริ, สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล, ทรงศักดิ์ เปรมสุข [5]
การเข้ามาเกี่ยวข้องของกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่นนำไปสู่ข้อพิพาทเรื่อง กรณีกบฎไอทีวี
การเพิ่มทุนจดทะเบียน และแก้ไขสัญญาสัมปทาน
ชินคอร์ป ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ เป็น 1,200 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2545 และได้เสนอขายหุ้นของบริษัทฯ แก่ประชาชนทั่วไป
เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็น 7,800 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 300 ล้านหุ้น เป็นเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นการเฉพาะ ให้กับพันธมิตร คือ นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) สถานีฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ด้วยการปรับผังรายการใหม่ และเพิ่มรายการบันเทิง แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2548 พันธมิตรทั้งสองราย ปฏิเสธที่จะซื้อหุ้นร่วมทุน แต่ยังคงผลิตรายการให้กับสถานีฯ ต่อไป
ในปี พ.ศ. 2547 ชินคอร์ป ได้ยื่นเรื่องต่อ อนุญาโตตุลาการ[6] ขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน และขอลดค่าสัมปทาน ที่ต้องจ่ายให้รัฐ ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เอกชนรายอื่นจ่ายต่ำกว่า (ช่อง 3 สัมปทาน 30 ปี (2533-2563) 3,207 ล้านบาท ปีละ 107 ล้านบาท / ช่อง 7 สัมปทาน 25 ปี (2541-2566) 4,670 ล้านบาท ปีละ 187 ล้านบาท / ช่อง 5 และ โมเดิร์นไนน์ ทีวี ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เนื่องจากเจ้าของคลื่นความถี่ดำเนินการออกอากาศเอง) [7]
คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย ตัวแทนจาก 2 ฝ่าย และคนกลาง รวม 3 คน ได้แก่
- นายประดิษฐ์ เอกมณี อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ
- นายชัยเกษม นิติสิริ รองอัยการสูงสุด (ขณะนั้น) อนุญาโตตุลาการฝ่ายสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายจุมพต สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาโตตุลาการฝ่ายสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
คณะอนุญาโตตุลาการ ได้วินิจฉัยชี้ขาดในวันที่ 30 มกราคม 2547 ลดค่าสัมปทานให้สถานีฯ ลง เป็นปีละ 230 ล้านบาท พร้อมทั้ง อนุญาตให้สถานีฯ แก้ไขสัดส่วนการออกอากาศ รายการสาระ ต่อรายการบันเทิง จากร้อยละ 70 ต่อ 30 เป็นร้อยละ 50 ต่อ 50 และวินิจฉัยให้รัฐ จ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทฯ เป็นเงิน 20 ล้านบาท เนื่องจาก สปน. ทำผิดสัญญา มิได้ให้ความคุ้มครองแก่บริษัทฯ และสถานีฯ ตามที่ได้ทำสัญญาสัมปทานไว้ ในขณะเดียวกัน กองทัพบกต่อสัญญาฉบับใหม่กับ ช่อง 7, อสมท อนุญาตให้ยูบีซีเคเบิลทีวี มีโฆษณาได้ และกรมประชาสัมพันธ์อนุญาตให้ช่อง 11มีโฆษณาได้ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อฐานะและรายได้ของบริษัทฯ
แต่อย่างไรก็ตามในภายหลัง สปน. ก็ได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งคณะอนุญาโตตุลาการ และเรื่องดังกล่าวนำไปสู่การยกเลิกสัมปทานไอทีวี ในที่สุด (ในขณะเดียวกันก็มีการโหมประโคมข่าวจากทั้ง เครือเนชั่น และเครือผู้จัดการให้รัฐบาลสุรยุทธ์จัดการกับไอทีวีให้เด็ดขาด ในข้อหารับใช้กลุ่มอำนาจเก่า)
จากไอทีวีสู่ทีไอทีวี และอวสานทีไอทีวี
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือยกเลิกสัญญามายัง บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ยุติการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผ่านระบบยูเอชเอฟ อย่างเป็นทางการ ในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 7 มีนาคม และให้กรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ชื่อใหม่ ในคลื่นความถี่เดิม โดยใช้ชื่อว่า สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี โดยเป็นการออกอากาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป
13 มีนาคม 2550 ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะนักวิจัย และนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการวิจัย ได้เปิดแถลงข่าวความเป็นไปได้และแนวทางการจัดตั้งโทรทัศน์สาธารณะ โดยเฉพาะโทรทัศน์สำหรับเด็กและครอบครัว โดยมีการนำเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยองค์การแพร่ภาพและการกระจายเสียงสาธารณะซึ่งทีมของดร.สมเกียรติได้จัดทำเสร็จสิ้นและได้รับฟังความคิดเห็นไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งตอบรับกับเรื่องนี้อย่างดียิ่ง ขนาดที่ดร.สมเกียรติยืนยันว่ามีสมาชิกจำนวนไม่น้อยพร้อมเข้าชื่อผลักดันเรื่องนี้หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการ[8]
งานวิจัยชุดนี้มีพื้นฐานมาจากงานวิจัย สื่อสาธารณะ โดย ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ตุลาคม 2546) อย่างไรก็ตาม ดร. สมเกียรติ ได้ชี้แจงว่าแนวทางศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าวได้จัดทำขึ้น โดยมีที่มาจากฐานของการศึกษาวิจัยซึ่งจัดทำกันมากว่า 7-8 เดือนแล้ว ยังมีการนำเสนอโมเดลทางการเงิน และทางเลือกในการผลักดันด้านนโยบายในสถานการณ์ปัจจุบันอีกด้วย
ต่อมาในวันที่ 7 มกราคม 2551 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งทุเลาคำสั่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งตั้ง สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ดำรงตำแหน่ง ผอ.ฝ่ายข่าวทีไอทีวี เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ส่วนคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวนั้น ศาลให้ยกคำร้อง[9]
เมื่อวันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551 หลังจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว[10] สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้มีหนังสือถึงกรมประชาสัมพันธ์ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว กรมประชาสัมพันธ์จึงได้ออกหนังสือคำสั่งที่ 25/2551 ให้สถานีโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ (สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี) ยุติการออกอากาศ ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันดังกล่าว[11] เพื่อให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ดำเนินการออกอากาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันรุ่งขึ้น (15 มกราคม) โดยเปิดสถานีด้วยการออกอากาศนโยบายของสถานีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ จากนั้นเป็นสารคดีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทั้งหมดส่งสัญญาณจากอาคารที่ทำการ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ต่อมา ในคืนวันที่ 14 มกราคม น.ส. ตวงพร อัศววิไล บรรณาธิการข่าวประจำวัน ผู้แทนฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ดำเนินคดีกับ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ฐานใช้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการออกคำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ดังกล่าว
โดยหลังจากการประชุมของผู้บริหารฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี มีมติให้ยื่นขอความคุ้มครองฉุกเฉินจากศาลปกครองสูงสุด และยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล. อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในช่วงเช้าวันที่ 15 มกราคม ด้วย จากนั้น อลงกรณ์ เหมือนดาวบรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าว เป็นผู้แทนผู้บริหาร กล่าวกับพนักงานว่า ในวันที่ 15 มกราคม ขอให้พนักงานทุกคนเข้าทำงานตามปกติ แต่ให้งดการใช้กล้องวิดีโอและอุปกรณ์ต่างๆ และรอการตัดสินของคณะกรรมการชั่วคราว ที่คณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งในวันรุ่งขึ้น ขณะที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีคำสั่งห้ามพนักงานของทีไอทีวีเข้ามาภายในอาคารสำนักงานสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีอาคารชินวัตร 3 มิฉะนั้น จะแจ้งข้อหาบุกรุก[12][13][14]
สู่สถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งประเทศไทย
อ้างอิง
- ↑ http://www.oknation.net/blog/adisak/2006/12/18/entry-1/comment
- ↑ มติชนสุดสัปดาห์, 9-15 มีนาคม 2550, หน้า 22
- ↑ ทีวีเสรีตายไปแล้ว
- ↑ มติชนสุดสัปดาห์, 9-15 มีนาคม 2550, หน้า 23
- ↑ เนชั่นสุดสัปดาห์, 9 มีนาคม 2550, หน้า12,13,
- ↑ http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=7/Mar/2550&news_id=61097&cat_id=501
- ↑ http://www.archanwell.org/webboard/show.php?Category=board_1&No=181
- ↑ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : ข้อเสนอเต็มรูปแบบจาก ทีไอทีวี สู่ ทีวีสาธารณะ
- ↑ ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาแต่งตั้ง สนธิญาณ เป็น ผอ.ฝ่ายข่าวทีไอทีวี
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑, เล่ม ๑๒๕, ตอน ๘ก, ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑
- ↑ คำสั่งกรมประชาสัมพันธ์ ที่ 25/2551 เรื่อง ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบ ยู เอช เอฟ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เดลินิวส์ออนไลน์ 14 มกราคม 2551 21:01 น.
- ↑ ปิดฉากทีไอทีวีคืนนี้ เชื่อมสัญญาณช่อง 11 ไทยรัฐออนไลน์ 14 มกราคม 2551 21:41 น.
- ↑ อปส.ยืนยัน หลังเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป ทีไอทีวีจะต้องออกอากาศรายการสารคดี ที่ผลิตจาก กปส. สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 14 มกราคม 2551
- ↑ รอดูท่าที 5 กรรมการชั่วคราว คนทีไอทีวีน้ำตาพราก ไทยรัฐออนไลน์ 15 มกราคม 2551 00:32 น.

